วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2557

การบำรุ่ง+ซ่อมแซม การ์ดซาวน์


การบำรุ่ง+ซ่อมแซม การ์ดซาวน์

 

การ์ดซาวน์


  ปัญหา Windows กับเครื่องที่มีการ์ดเสียง แต่กลับไม่มีเสียง
- -> สาเหตุ
หลังการติดตั้ง Windows ลงเครื่องและได้ติดตั้งไดรเวอร์การ์ดเสียงแล้วตามปกติเครื่องจะต้อง
มีเสียงดัง แต่ในบางครั้งอาจมีการกำหนดไม่ให้แสดงเสียงไว้หริอมีคนไปเปลี่ยนแปลงการปรับแต่ง
เกี่ยวกับเสียงจึงทำให้ไม่มีเสียง
- -> วิธีการแก้ปัญหา
1.สำหรับ Windows XP เปิดเครื่อง Control Panel เลือก Switch to Classic View
แล้วดับเบิ้ลคลิกที่ไอคอน Sound and Audio Drvices
2.ที่แท็ป Volume ให้คลิกปุ่ม Advaced
3.ที่หัวข้อ Volume Control ให้สังเกตดูว่ามีเครื่องหมายถูกเลือกในกรอบหน้าช่อง Mute all เพื่อไม่ให้มีเสียงหรือไม่ ให้คลิกเอาเครื่องหมายถูกออก เพื่อให้แสดงเสียงได้เมื่อกลับมาที่หน้าต่างเดิม
ให้คลิกปุ่ม OK

ปัญหา Sound Card ไม่มีเสียงออก
- -> สาเหตุที่ 1 ไม่ได้ติดตั้งไดรเวอร์ (Driver) ของ Sound Card
- -> วิธีการแก้ปัญหา ให้นำแผ่นไดรเวอร์ที่แถมมาพร้อมกับ Sound Card มาติดตั้ง
- -> สาเหตุที่ 2 ไดรเวอร์ Sound Card ที่ติดตั้งไม่สมบูรณ์หรือผิด
- -> วิธีการแก้ปัญหา
ปกติเมื่อเราติดตั้งอุปกรณ์ให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ ถ้าอุปกรณ์สนับสนุนระบบ Plug and Play เครื่อง
จะพบอุปกรณ์โดยอัตโนมัติทันทีหลังจากเปิดเครื่องครั้งต่อไป และถ้าในระบบปฎิบัติการไม่มีไดรเวอร์
ที่เหมาะสมสำหรับอุปกรณ์ตัวนั้น เครื่องจะถามหาแผ่นไดรเวอร์ ถ้าไม่มีแผ่นไดรเวอร์ สุดท้ายไฟล์ไดรเวอร์ไม่ครบเครื่องก็จะสรุปว่าเป็น Unknown Device ซึ่งวิธีแก้คือ ให้เราหาไดร์เวอร์มาติดตั้ง
- -> สาเหตุที่ 3 ไดร์เวอร์ที่เราติดตั้งไม่ตรงรุ่นหรือยี่ห้อของ Sound Card
- -> วิธีการแก้ปัญหา
เป็นไปได้ที่บางครั้งเครื่องจะลงไดร์เวอร์ให้อัตโนมัติผิดรุ่น หรือเราลงผิดเอง ซึ่งอาจจะลงได้สำเร็จ
แต่ซาวน์การ์ดไม่ทำงาน อาการนี้เราแก้ได้โดยลงไดร์เวอร์ใหม่ให้ตรงกับรุ่นของ Sound Card
- -> สาเหตุที่ 4 เกิดความคอนฟิคท์ (Conflict) หรือขัดแย้งกับอุปกรณ์ตัวอื่น
- -> วิธีการแก้ปัญหา
เราสามารถตรวจสอบได้ว่าเกิดการขัดแย้งกับอุกรณ์ตัวอื่น โดยเข้าไปที่ Device Manager สังเกตดูที่ Sound Card จะมีเครื่องหมายอัศเจรีย์ ให้ดับเบิ้ลคลิก จะเข้าสู่ Properties ของ Sound Card ให้ดูว่ามีการขัดแย้งกันที่ใด แล้วเข้าไปเซ็ทค่าใหม่ไม่ให้ซ้ำกับอุปกรณ์ตัวอื่นๆ
- -> สาเหตุที่ 5 ที่ Volume Control ถูก Mute ไว้
- -> วิธีการแก้ปัญหา
บางทีการที่เสียงไม่ดังเป็นเพราะว่า เราไม่ได้เข้าไปปรับทางด้านซอฟต์แวร์ ไม่ได้เป็นฮาร์ดแวร์เลย เช่น ที่ Volume Control (เฉพาะในระบบปฎิบัติการ Windows) เพื่อตั้งค่าความดังของเสียงในระบบ วิธีเข้าโดยคลิกที่ Start > Programes>Accessories >Entertainment >Volume Control เพื่อติดตั้งความดังของเสียง หรือบางครั้งจะมีรูปลำโพงสีเหลืองอยู่ที่ Taskbar สามารถดับเบิ้ลคลิก
เพื่อเปิด Volume Control ได้อย่างรวดเร็ว หากหา volume Control ไม่พบอาจเป็นเพราะไม่ได้
ติดตั้งส่วนประกอบนี้ไว้ก็ได้ ให้ลองไปตรวจสอบโดยคลิกที่ Start > Setting > Control Panel
> Add / RemoveProgrames > Windows Setup ในหมวดของ Multimedia จะมี Volume Control อยู่ ใส่เครื่องหมายถูกเพื่อเพิ่มส่วนประกอบนี้เข้าไป
- -> สาเหตุที่ 6 Sound Card หลวม
- -> วิธีการแก้ปัญหา
เป็นไปได้ที่ Sound Card ที่เสียบอยู่ในสล็อตอาจหลวม ให้เราปิดเครื่องแล้วเปิดฝาเครื่องขยับ
Sound Card ให้แน่นแล้วลองเปิดเครื่องใหม่ครับ
- -> สาเหตุที่ 7 ต่อสายผิดช่อง
- -> วิธีการแก้ปัญหา
ปกติที่ Sound Card นั้นจะมีช่องเสียบอย่างน้อย 3 ช่อง คือ Line-out Speaker out, Mic in และ Line in ซึ่งลักษณะ Jack เป็นลักษณะเดียวกันสามารถเสียบด้วยกันได้ ซึ่งถ้าเราเสียบผิดทำให้ไม่มี
เสียงออก ให้เสียบลำโพงที่ช่องสีเขียว
- -> สาเหตุที่ 8 ไม่ได้เสียบปลั๊กไฟของลำโพงหรือไม่ได้เปิดสวิทซ์ลำโพง
- -> วิธีการแก้ปัญหา
ลองตรวจสอบไฟแสดงการทำงานที่ลำโพงว่าไฟเข้าลำโพงหรือเปล่า ถ้าไม่มีไฟเข้า อาจเป็นเพราะ
ไม่ได้เสียบปลั๊กลำโพง หรือไม่ได้เปิดสวิทซ์ลำโพงก็เป็นได้ ลองตรวจสอบดู
- -> สาเหตุที่ 9 ลืมเร่ง Volume ที่โปรแกรม
ถ้าเราเร่งเสียง Volume ของลำโพงแล้วแต่เสียงยังไม่ดังอาจเป็นเพราะว่าไม่ได้เร่งเสียงที่Volume
Control ว่าเราได้เร่งเสียงเท่าไร ลองเร่งเสียงทั้งทที่ช่องMaster Volume (ด้านซ้ายสุด)และช่องเสียง
ที่เราใช้อยู่ หรืออาจลองเร่งเสียงดูทุกช่องเลยก็ได้
- -> สาเหตุที่ 10 ระบบปฎิบัติการไม่รองรับ
ปัญหานี้มักจะเกิดขึ้นกับ Sound Card รุ่นเก่า ที่ไม่มีไดรเวอร์สำหรับระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ๆ
ให้ลองค้นหาไดรเวอร์จากอินเตอร์เน็ตหรือดาวน์โหลดไดรเวอร์จากเว็บไซต์ของผู้ผลิต
- -> สาเหตุที่ 11 Sound Card เสีย
ถ้าทำทุกวิธีแล้วเป็นไปได้ที่ Sound Card อาจเสียให้ลองเอา Sound Card ไปลองใส่ในเครื่องอื่นดู ถ้ายังใช้ไม่ได้เหมือนกันแสดงว่าเสีย

ปัญหา Sound Card เสียงเบา
- -> สาเหตุที่ 1 ไม่ได้ปรับปุ่มปรับเสียงที่ Sound Card ด้านหลังเครื่อง
- -> วิธีการแก้ปัญหา
Sound Card ที่มีวงจรขยายสัญญาณเสียงในตัวจะมีปุ่มปรับเสียงอยู่บนตัว Sound Card ด้วย เพื่อ
ตั้งระดบสัญญาณเวียงให้เหมาะสมกับอุปกรณ์ที่ต่ออยู่ ให้เราปรับให้ดังจขึ้นตามความเหมาะสม
- -> สาเหตุที่ 2 ลำโพงที่ใช้ไม่มีวงจรขยายเสียงในตัว
- -> วิธีการแก้ปัญหา
เมื่อเราซื้อ Sound Card จะต้องมีการตรวจสอบดูว่า Sound Card ที่กำลังจะซ้อนั้นมีแอมป์ในตัว
หรือเปล่าและมีกำลัง Watts เท่าไร เพื่อที่จะสามารถซื้ลำโพงได้ถูก เช่น Sound Card บางตัวนั้นไม่มีวงจรขยายสัญญาณเสียงในตัวจึงไมมีกำลังขับ เราจึงต้องหาลำโพงที่มีวงจรขยายเสียง
ในตัว เราสามารถซ้อลำโพงได้ทั้งแบบมีแอมป์และไม่มีแอป์ในตัวมาใส่ได้
- -> สาเหตุที่ 3 ไม่ได้ปรับ Balance ให้อยู่ตรงกลาง
- -> วิธีการแก้ปัญหา
ที Volume Controlจะมีปุ่มปรับ Balanceให้เลือกว่าจะดังที่ลำโพงข้างซ้ายหรือข้างขวามากกว่ากัน
ถ้าเราเลื่อนไปทางด้านซ้ายหรือด้านขวาสุด ลำโพงจะดังเพียงข้างเดียว ให้ปรับปุ่ม Balance มาที่ตรงกลาง

ปัญหา Sound Card เสียงแตก
- -> สาเหตุที่ 1 แจ๊คเสียบไม่สะอาด
- -> วิธีการแก้ปัญหา
ในกรณีไม่สะอาดเป็นเพราะหน้าสัมผัสทำปฎิกิริยากับอากาสเกิดอ๊อกไซด์ (สนิม) วิธีแก้ให้ทำ
ความสะอาดแจ๊คลำโพง
- -> สาเหตุที่ 2 แจ๊คเสียบหลวม
- -> วิธีการแก้ปัญหา
ให้ขยับแจ๊คของลำโพงให้แน่น

 

การดูแลรักษาเคส


การดูแลรักษาเคส

และอีก7 ระบายความร้อนในเคส ยืดอายุการใช้งาน
1. เลือกใช้เคสที่เหมาะสมกับความต้องการ
ชนิดของเคสมีผลกับการจัดการการไหลเวียนอากาศภายในเคสเป็นอย่างมาก เคสที่ใหญ่และกว้างขวางแบบ Full-Tower ก็ย่อมจะมีโอกาสในการปรับการไหลเวียนอากาศภายในได้ดีกว่าเคสขนาดย่อมลงมาอย่าง Mini-Tower หรือแบบ Bare-Bone แต่ก็ต้องแลกกับเนื้อที่การจัดเก็บที่ต้องการมากกว่า แต่ทั้งนี้ก็ต้องเลือกให้เหมาะสมกับสถานที่ที่จะนำไปใช้ด้วย
2. จัดอุปกรณ์ภายในเคสให้เป็นระเบียบ และอยู่ในที่เหมาะสม
การไหลเวียนอากาศที่ดีจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้ามีอุปกรณ์ภายในไปบังและปิดกั้นการไหลเวียน โดยเฉพาะสายต่อต่างๆที่โยงใยอยู่ภายในเคสนั้น ควรจะมีการจัดระเบียบสายภายในให้เรียบร้อย โดยใช้ไส้ไก่พันรอบสายต่อ และเก็บให้ชิดขอบเคส นอกจากนี้ก็ควรหลีกเลี่ยงการจัดวางอุปกรณ์ที่มีความร้อนสูงให้อยู่ใกล้กันด้วย เช่น ถ้ามี harddisk อยู่ 2 ตัวในเครื่อง ก็ควรจัดให้มีช่องว่างห่างกันพอสมควรด้วย
3. ปิดรูต่างๆของ slot ด้านหลังเคส
การไหลเวียนอากาศภายในเคสจะเกิดขึ้นได้ดี เมื่อมีอากาศไหลเข้าที่ที่ควรจะเข้าซึ่งหมายถึงด้านหน้าและด้านข้างของเคส และไหลออกในที่ที่ควรจะออกซึ่งหมายถึงด้านหลังของเคสเท่านั้น ดังนั้นการปิดรูต่างๆที่เปิดทิ้งไว้ตรง slot ด้านหลังของเคส จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศไหลออกในที่ที่ไม่ควรออก ซึ่งจะทำให้การไหลเวียนอากาศภายในเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. ติดตั้งพัดลมระบายอากาศเพิ่มเติม
การติดตั้งพัดลมระบายอากาศเพิ่มเติม ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการไหลเวียนอากาศภายในเคสได้เป็นอย่างดี ซึ่งอาจจะเพิ่มเสียงรบกวนขึ้นมาบ้าง แต่ก็ทำให้สุขภาพของชิ้นส่วนภายในเครื่องของคุณดีขึ้นได้ พัดลมระบายอากาศเพิ่มเติมก็มีให้เลือกติดตั้งได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบที่ยึดติดกับ bay drive ด้านหน้าของเคสเพื่อดูอากาศเย็นภายนอกเข้าไป หรือแบบเสียบติดกับ slot ด้านหลังเครื่องเพื่อระบายอากาศร้อนภายในออกไป
5. ทำความสะอาดภายในเคส
การไหลเวียนอากาศที่ดีภายในเคสจะไม่บังเกิดผลใดๆเลย ถ้าชิ้นส่วนภายถูกฝุ่นหรือสิ่งสกปรกเกาะไปซะก่อน ซึ่งนั่นจะทำให้การระบายความร้อนจากชิ้นส่วนภายในเป็นไปได้ยาก ทางที่ดีคุณควรจะมีการเช็ดทำความสะอาดชิ้นส่วนภายในด้วยบ้าง แนะนำว่าปีละหนึ่งครั้งเป็นอย่างน้อย
6. ปิดฝาเคสในขณะใช้ตลอดเวลา
หลายๆท่านเข้าใจผิดว่า การเปิดฝาเคสไว้จะเป็นการระบายความร้อนภายในเครื่องได้ดี แต่ในความเป็นจริงแล้วนั่นกลับเป็นการตัดการไหลเวียนอากาศภายในอย่างสิ้นเชิง ทำให้อากาศบริเวณชิ้นส่วนต่างๆในเครื่องเป็นอากาศที่นิ่ง ไม่มีการไหลเวียนใดๆเกิดขึ้น ซึ่งมีผลมากกับชิ้นส่วนที่ไม่มี heat sink ช่วยในการระบายความร้อน นอกจากนี้ยังเป็นการเชื้อเชิญให้ฝุ่นละอองภายนอกมาเกาะชิ้นส่วนภายในได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
7. จัดวางเคสให้อยู่ในที่ที่มีอากาศไหลเวียนได้ดี

นอกจากการไหลเวียนอากาศที่ดีภายในเคสเองแล้ว การไหลเวียนอากาศที่ดีภายนอกเคสก็มีความสำคัญมากเช่นเดียวกัน คุณควรจะวางเคสในห้องที่มีการไหลเวียนอากาศที่ดี อย่าวางไว้ชิดกับผนังจนเกินไป โดยเฉพาะด้านหลังเคส ที่จะเป็นทางระบายอากาศออกจากเครื่อง

 

อาการเสีย+วิธีซ่อม-ฮาร์ดดิสก์


ฮาร์ดดิสก์
ฮาร์ดดิสก์ สามารถชุบชิวิตได้ตัวคุณเอง
เพียงแค่
ขั้นตอนง่ายๆ ที่ทำกันก็คือ นำฮาร์ดดิสก์ใส่ถุงพลาสติกที่มีฝารูดปิดป้องกันความชื้น จากนั้นเอาไปใส่ในช่องแช่แข็งของตู้เย็นสัก 23 ชั่วโมง ก่อนจะนำมาออกมาใช้งาน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขด้วยวิธีนี้ไม่ได้เป็นการคืนชีพให้ฮาร์ดดิสก์อย่างถาวร แต่มันก็จะช่วยให้คุณสามารถใช้งานฮาร์ดดิสก์ได้อีกครั้งด้วยระยะเวลาที่นานพอจะกู้ข้อมูลในนั้นกลับคืนมา จากประสบการณ์ของผู้ใช้ที่ทดลองแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ พบว่า ด้วยวิธีนี้พวกเขาสามารถใช้งานฮาร์ดดิสก์ได้นาน 20 นาทีไปจนถึง 1 ชั่วโมงเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ไม่ได้มีการยืนยัน หรือรับรองจากผู้เชี่ยวชาญว่า มันจะใช้ได้กับความเสียหายทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นกับฮาร์ดดิสก์ เนื่องจากมันมีความเสียหายในหลายลักษณะที่การแช่แข็งด้วยวิธีนี้ช่วยไม่ได้ แต่ถ้าคุณลองหลายวิธีแล้วยังไม่สำเร็จ และต้องการกู้ข้อมูลสำคัญที่อยู่ในฮาร์ดดิสก์จริงๆ มันก็คงไม่เป็นการเสียเวลาจนเกินไปนัก หากจะทดลองด้วยวิธีนี้ใช่ไหมครับ

ลางบอกเหตุ HARDDISK ใกล้ตาย
1. เสียงดังติ๊กๆ อย่านึกว่าเป็นเข็มนาฬิกา : ฮาร์ดดิสก์ทุกตัวในโลกนี้ไม่เคยติดตั้งนาฬิกาปลุกไว้ข้างใน และถ้ามันเป็นปกติกด้วย????ดีก็ไม่ควรจะมีเสียงดังติ๊กๆ ให้ชวนระทึกขวัญด้วย เสียงดังที่ว่านี้ ถ้าจะให้พิจารณากันอย่างละเอียดคุณต้องเอาหูแนบกับฮาร์ดดิสก์ว่าเสียงมาจากส่วนใด เพราะการวิเคราะห์หาสาเหตุจะทำได้ตรงจุดจริง ๆ ถ้าเสียงมาจากตรงกลางให้สันนิษฐานว่ามาจากชุดขับเคลื่อนมอเตอร์ที่อาจเกิดความผิดพลาดหรือชำรุดขึ้น แต่ถ้าเสียงดังมาจากรอบ ๆ นอกในรัศมีของกล่องฮาร์ดดิสก์ ให้สันนิษฐานว่าปัญหามาจากหัวอ่านติดขัด ซึ่งอาจจะกำลังเคาะกับแผ่นจานอยู่ก็เป็นได้ ตรงนี้อันตรายมากเพราะทำให้ข้อมูลเสียหายได้ทั้งลูกเลย
      
     2. ไฟดับบ่อยๆ ไม่ดีกับฮาร์ดดิสก์ : เครื่องคอมพ์ที่ไม่มี UPS มีโอกาสเสี่ยงที่อุปกรณ์ภายในจะเสียหายเร็วขึ้นถ้าหากมีไฟดับบ่อย ๆ โดยเฉพาะฮาร์ดดิสก์นั้น เวลาที่ไฟฟ้าดับอย่างรวดเร็วหัวอ่านข้างในอาจจะยังไม่กลับสู่บริเวณที่ปลอดภัย หรือบางทีหัวอ่านอาจจะไปกระแทกกับแผ่นจานในช่วงที่ไฟฟ้ากระชากขึ้นมาทันที ซึ่งไม่เป็นผลดีแน่ นอกจากนี้หากไฟตกบ่อย ๆ แล้วดับลงก็ไม่เป็นผลดีเช่นกัน เพราะฮาร์ดดิสก์จะพยายามทำงานตามหน้าที่หากมีกำลังไฟเพียงพอ แต่ถ้าในระหว่างนั้นไฟค่อยๆ ตกลงและดับไป ตำแหน่งของหัวอ่านจะยังไม่กลับที่เดิมแน่ ดังนั้น ควรติดตั้ง UPS ไว้จะปลอดภัยทั้งฮาร์ดดิสก์เองและอุปกรณ์ทั้งหมดด้วยเช่นกัน
      
     3. เครื่องแฮงก์บ่อยๆ : ปัญหาเครื่องคอมพ์ค้างนั้น มีหลายสาเหตุครับ นอกจากซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการ Error แล้ว อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ก็สามารถทำให้เครื่องค้างหรือหยุดนิ่งไม่ไหวติงได้เช่นกัน หนึ่งในนั้นก็คือ ฮาร์ดดิสก์ นั่นเอง ทำไมฮาร์ดดิสก์ถึงค้างได้ เป็นคำถามที่ตอบได้ไม่ยากครับ อย่างแรกเลยก็คือ กำลังไฟที่จ่ายไม่เพียงพอ ถ้าเครื่องของคุณมีอุปกรณ์ต่อพ่วงมาก มีฮาร์ดดิสก์และไดรฟ์ออปติคอลหลายตัว แต่เพาะเวอร์ซัพพลายใช้ของราคาถูก จ่ายไฟไม่พอ แบบนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ฮร์ดดิสก์ค้างได้เลย และอย่างที่สองมาจากอุปกรณ์ภายฮาร์ดดิสก์ในทำงานผิดพลาด ซึ่งตรงจุดนี้ตัวระบบปฏิบัติการเองสามารถส่งผลต่อเนื่องมายังฮาร์ดดิสก์ได้โดยตรง เพราะยังไงเสียระบบปฏิบัติการก็เก็บอยู่ในฮาร์ดดิสก์นั่นเอง ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับส่วนหนึ่ง ย่อมส่งผลไปยังส่วนที่เหลือได้ไม่ยาก
      
     4. ทำไมมันร้อนเร็วจัง : หลังจากที่คุณเปิดสวิตช์เครื่องคอมพ์ได้ไม่นาน และพบว่าฮาร์ดดิสก์ของคุณมีอุณหภูมิขึ้นสูงอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ แต่ยังคงทำงานต่อไปได้ ให้ตั้งข้อสันนิษฐานถึงความผิดปกติที่พบขึ้นมาทันที อย่าได้นิ่งนอนใจ เพราะฮาร์ดดิสก์จะร้อนขึ้นเมื่อมีการเริ่มเขียน-อ่าน ข้อมูลอย่างจริงๆ จังๆ แค่เปิดเครื่องแล้วอยู่ๆ ก็ร้อนขึ้นขนาดนี้ไม่ดีแน่ครับ อาการที่ว่านี้มาจากอุปกรณ์ภายในโดยตรงที่ส่งความร้อนออกมา มอเตอร์อาจได้รับแรงดันไฟมากเกินไปหรือไม่เสถียรพอจนทำงานผิดพลาด นอกจากนี้หากมีชิ้นส่วนในแผงวงจรเกิดชำรุดเสียหายขึ้นมาก็สามารถแสดงอาการแบบนี้ได้เช่นกัน
      
     5. โปรแกรมค้างบ่อยๆ : สำหรับโปรแกรมที่กำลังพูดถึงนี้ ผมเหมารวมไปถึงระบบปฏิบัติการด้วยนะครับ เวลาที่คุณเปิดโปรแกรมสักตัวขึ้นมาแล้วมันหยุดนิ่งหรือค้างไปเฉยๆ นั้น หนึ่งในข้อสันนิษฐานที่อยากให้ทุกท่านได้ใส่ใจก็คือ ปัญหาที่ว่าอาจมาจากฮาร์ดดิสก์โดยตรง ถ้าฮาร์ดดิสก์ของคุณมีแบดเซกเตอร์ (Bad Sector) กระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้งฮาร์ดดิสก์ ผมกล้าฟันธงได้เลยว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้โปรแกรมหรือแม้แต่ระบบปฏิบัติการค้างได้ เป็นสัญญาณเตือนภัยที่คุณสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนที่สุด
     6. ไฟติด แต่ไฟล์ดับ! : ถ้าคุณต่อสายสัญญาณไฟแสดงสถานะของฮาร์ดดิสก์ในเมนบอร์ดถูกต้อง หลอด LED ด้านหน้าเคสต้องแสดงอาการให้เห็นเวลาที่มีการเขียนอ่านข้อมูลเกิดขึ้น หลอดไฟดวงเล็ก ๆ นี้ช่วยให้คุณสังเกตความผิดปกติของฮาร์ดดิสก์ได้เช่นกัน ยกตัวอย่าง ถ้าในระหว่างที่มีการเขียนข้อมูลหรือไฟล์ลงฮาร์ดดิสก์ หลอดไฟย่อมกะพริบอยู่ตลอด แต่หลังจากคุณกลับเข้าไปดูข้อมูลที่เขียนหรือโอนถ่ายลงไปกลับพบว่าทุกอย่างว่างเปล่า ไม่มีอะไรถูกเขียนลงไปในฮาร์ดดิสก์เลย แล้วทำไมหลอดไฟถึงได้กะพริบแบบนั้น ตรงนี้บอกอะไรเราได้บ้าง อย่างแรกเลยคือ เกิดความผิดพลาดในระดับโครงสร้างการจัดเก็บไฟล์ ปัญหาที่ว่านี้อาจมาจากระบบ FAT หรือแม้แต่โครงสร้างพาร์ทิชันเสียหาย ไฟที่กะพริบแสดงถึงการโอนข้อมูลไปยังตำแหน่งของเซกเตอร์ที่ใช้เก็บข้อมูล แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเขียนลงไปได้สำเร็จจริงๆ ยิ่งถ้าคุณปิดหน้าจอไว้ในระหว่างที่มีการโอนไฟล์ใหญ่ๆ หลอดไฟที่กะพริบอาจทำให้คุณเข้าใจว่าระบบกำลังทำงานอยู่ ตรงนี้ถ้าไม่เปิดดูหน้าจอจะไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น
7. ฮาร์ดดิสก์ตีกลอง : สำหรับอาการที่ว่านี้มีความแตกต่างจากข้อที่ 1 โดยสิ้นเชิง ถ้าคุณได้ยิ้นเสียงรัวกลองดังกึกก้องมาจากฮาร์ดดิสก์ และไม่ยอมหยุดซักที อาการแบบนี้บอกได้อย่างเดียวว่ามันจะขอลาแล้วละครับ เสียงดังที่คล้ายกับการตีกลองนั้นมาจากหัวอ่านไปกระทบกับจานอย่างจัง หรือแม้แต่หัวอ่านเลื่อนหลุดออกจากตำแหน่งล็อก จนไปกระกบกับแผ่นจาน ถ้าเป็นแบบนี้ข้อมูลทั้งหมดในอาร์ดดิสก์อาจได้รับความเสียหายจนถึงขั้นกู้ไม่ได้เลย ดังนั้น ถ้าเสียงกลองเพิ่งเริ่มรัวให้คุณรีบพาฮาร์ดดิสก์ไปซ่อมด่วนเลยนะครับ!
      
     8. สแกนดิสก์ไม่ผ่าน : การตรวจสุขภาพฮาร์ดดิสก์ที่คุณสามารถทำได้ด้วยตัวเองก็คือ สแกนมันให้ทั่วทั้งจาน ไม่ว่าคุณจะใช้บริการจากยูทิลิตีบนวินโดวส์เอง หรือโปรแกรมจากเธิร์ดพาร์ตี้ก็ตาม หากสแกนไม่ตลอดรอดฝั่งแล้วละก็ ให้ตั้งข้อสันนิษฐานได้เลยว่าฮาร์ดดิสก์กำลังมีปัญหาเกิดขึ้น สาเหตุก็มีทั้งโครงสร้าง FAT เสียหาย รวมถึงตารางพาร์ทิชันที่อาจเสียหายด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ หากฮาร์ดดิสก์มีแบดเซกเตอร์ ตรงจุดสำคัญๆ ก็จะส่งผลให้การสแกนฮาร์ดดิสก์ตรงตำแหน่งพื้นที่นั้นๆ ไม่ผ่านด้วยเช่นกัน หรือแม้แต่ค้างนิ่งไปเลยก็มีให้เห็นด้วย
      
    9. สั่งดีแฟรกแต่ไม่ฉลุย : ดีแฟรก หรือการจัดเรียงข้อมูลหรือไฟล์ที่ไม่ต่อเนื่องซึ่งกระจัดกระจายอยู่ทั่วฮาร์ดดิสก์ให้กลับมาเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนเดิม เป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความเร็วให้ก็จริง แต่ถ้าการดีแฟรกไม่ผ่านฉลุยหรือไม่ยอมจบสิ้นซักทีล่ะ ปัญหาจะมาจากไหนได้ นอกจากฮาร์ดดิสก์นั่นเอง ถ้าคุณพบอาการที่ว่านี้ในระหว่างการดีแฟรกฮาร์ดดิสก์นั้น เป็นสัญญาณที่บ่งบอกได้ถึงสุขภาพฮาร์ดดิสก์ของคุณเริ่มไม่ดีแล้ว ความเป็นไปได้ของปัญหามีอยู่สองอย่างครับ อย่างแรกมาจากตัวอุปกรณ์เองที่อาจชำรุดเสียหาย และอย่างที่สองมาจากโครงสร้างพื้นฐานการจัดเก็บข้อมูลเกิดความเสียหายในระดับซอฟต์แวร์ ตรงนี้เราไม่สามารถใช้การดีแฟรกมาช่วยได้นอกจากต้องสร้างพาร์ทิชันและฟอร์แมตโครงสร้าง FAT ขึ้นมาใหม่
      

    10. สร้างพาร์ทิชันไม่ได้ : สัญญาณอันตรายในข้อสุดท้ายนี้ค่อนข้างรุนแรงครับ ถ้าคุณเผอิญกำลังประสบอยู่ละก็ ขอบอกเลยว่าอาจจะต้องทำใจเอาไว้ด้วย ถ้าอาการที่ว่านี้เกิดกับฮาร์ดดิสก์ตัวใหม่แกะกล่องคงไม่ต้องซีเรียสอะไร เพราะยังไงก็เคลมได้ชัวร์ๆ แต่ถ้าเป็นฮาร์ดดิสก์ที่หมดประกันไปแล้วล่ะ สิ่งที่คุณต้องเรียนรู้เวลาที่ไม่สามารถสร้างพาร์ทิชันขึ้นมาได้เลย ไม่ว่าจะใช้โปรแกรมใดๆ ก็ตาม การตีความหมายไม่ควรอยู่ในวงแคบๆ เช่น ฮาร์ดดิสก์พังแน่ ๆ หรือมันเพิ่งหล่นมาใช้ไหมนี่ ปัญหาอาจจะมาจากแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์เสียหาย ซึ่งหากคุณหาอะไหล่ที่เป็นรุ่นเดียวกันมาถอดเปลี่ยนเข้าไปใหม่ ก็สามารถใช้งานฮาร์ดดิสก์ได้แล้ว แต่ถ้าแผ่นจานเสียหายละก็หมดสิทธิ์ทันทีครับ ต้องกินยาทำใจอย่างเดียว